สิ่งที่ต้องมี
• Passport
ณ วันที่เดินทางต้องไม่หมดอายุ และยังใช้ได้อย่างน้อยอีก 6 เดือนพร้อมวีซ่า
สำหรับเข้าประเทศนั้นๆ (หากต้องมี)
| Passport |
• ตั๋วโดยสาร โดยปกติต้องมีทั้งไปและกลับ เพราะบางประเทศจะขอให้แสดงก่อนเข้าประเทศ เพื่อเป็นการยืนยันว่า คุณกลับประเทศไทยแน่นอน เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นต้น
| boarding pass |
ทั้งสี่ข้อนี่เป็นสิ่งจำเป็น ต้องเอาไปให้ครบ
ตัวอย่าง ใบกันลืม สำหรับ Microsoft Word และ ใบกันลืม สำหรับ Acrobat Reader
เอาเป็นว่าตอนนี้ คุณพร้อมจะเดินทางออกจากบ้านแล้ว เราขอแนะนำว่า หากครั้งนี้เป็นการเดินทางไปเมืองนอกครั้งแรกของคุณจริงๆ คุณควรจะกะเวลาให้ไปถึงสนามบินดอนเมือง โดยอย่างน้อยคุณยังมีเวลา 2 ชั่วโมงก่อนเครื่องขึ้น เพราะว่า
• มีเวลาสำหรับตรวจตราเอกสาร
• มีเวลาเข้าคิว เช็คอิน และรับบัตรขึ้นเครื่อง (Check-in)
• มีเวลาผ่านด่านตรวจคนเข้าออกจากประเทศไทย
• มีเวลาแลกเงิน
• มีเวลาร่ำลา หรือโทรศัพท์หาเพื่อนๆ
• มีเวลาเดินสำรวจร้านค้าปลอดภาษี สำหรับขาช้อบปิ้ง
• มีเวลาเข้าห้องน้ำ ทำธุระส่วนตัวสำหรับคนที่มักจะตื่นเต้นง่าย
• สุดท้ายมีเวลาเดินหาประตูขึ้นเครื่อง
ก่อนที่จะเริ่มเช็คอิน คุณเองก็ควรจะเช็คให้ดีก่อนว่า มีสิ่งใดที่คุณจำเป็นต้องใช้ระหว่างเดินทาง เพราะเมื่อส่งกระเป๋าสัมภาระของคุณเข้าไปแล้ว ก็จะไม่สามารถรื้อหรือหยิบของของคุณได้อีก ก็ให้เลือกของที่จำเป็นต้องใช้ขณะอยู่บนเครื่องเช่น ยาประจำตัว แยกมาใส่กระเป๋าเล็กติดตัว หรืออาจจะหนังสืออ่านเล่นซักสองสามเล่ม เมื่อกระเป๋าผ่านเจ้าเครื่อง x-ray แล้ว จากนั้นก็รับกระเป๋าไปเข้าคิวตามเคาน์เตอร์ได้เลย โดยปกติแล้ว สายการบินจะเปิดเคาน์เตอร์ให้เช็คอินได้ มากกว่า 1 แถว ก็เลือกเอาตามใจชอบ แต่ก็ต้องดูเพราะบางแถวจะจัดให้สำหรับ แต่ละชั้นที่นั่งของตั๋วที่เราซื้อมา เมื่อถึงคิวที่เราได้รับบัตรขึ้นเครื่อง ก็ให้ยกกระเป๋าที่โหลดไปใต้เครื่อง วางบนสายพานสำหรับชั่งน้ำหนัก และลากไปเก็บ พร้อมยื่นเอกสารดังนี้คือ passport และตั๋วโดยสาร (ถ้ามีหมายเลขสมาชิกสายการบินที่มีการสะสมไมล์เพื่อแลกรางวัลเช่น Royal Orchid Plus ของการบินไทย ก็ให้แสดงด้วยหรือ แจ้งเฉพาะเลขก็ได้) เสร็จแล้วเจ้าหน้าที่จะคืนเอกสารทั้งหมดมาให้ พร้อมกับบัตรขึ้นเครื่อง ( boarding pass) ให้ขอ "ใบผ่านเข้าออกประเทศไทย (immigration card)" มาด้วย จากนั้นก็ตรวจเช็คทุกอย่างอีกครั้งว่า เป็นชื่อคุณถูกต้องแล้ว ก็ออกจากแถวมาได้เลย
หลังจากนั้นก็ให้กรอกใบผ่านเข้าออกจากเมืองที่ได้มาให้เรียบร้อย ทั้งขาเข้าและขาออก ถึงเวลานี้แล้วให้ลองเช็คเวลาซักนิดว่าเหลือเวลาสักเท่าไหร่ ถ้ามากกว่าหนึ่งชั่วโมง ก็อนุญาตให้คุณไปทำธุระตามที่คุณต้องการ แตห้ามทำเอกสารหาย และคอยตรวจสอบเวลาด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แนะนำว่าคุณควรไปถึงที่หน้าประตูสำหรับผู้โดยสารขาออกอย่างน้อย 1 ชั่วโมง เพราะคุณยังต้องผ่านการตรวจเอกสารอื่นๆ อีก
ถึงตรงนี้ คาดว่าคุณคงมาถึงหน้าประตูสำหรับผู้โดยสารขาออกแล้วซึ่งก็จะอยู่ด้านในจากบริเวณแถว ที่คุณไปรับบัตรขึ้นเครื่องมา ที่หน้าประตูนี้จะมีตู้ขายตั๋วภาษีสนามบิน มีทั้งแบบซื้อกับตู้อัตโนมัติ หรือจะซื้อกับเจ้าหน้าที่ก็ได้ ใบละ 500 บาท เมื่อซื้อ คุณก็ยื่นตั๋วภาษีสนามบินพร้อม แสดงเอกสารต่างๆ ให้กับเจ้าหน้าที่ตรงประตูทางเข้า จากนั้นคุณก็เดินผ่านไปได้เลย เมื่อเดินเข้าไป จะเห็นแถวตรวจเช็คหนังสือเดินทาง และใบผ่านเข้าออกเมือง ที่คุณได้กรอกไปแล้ว สำหรับคนไทยจะเข้าแถวไหนก็ได้เหมือนกันหมด ส่วนเอกสารที่จะต้องยื่นให้กับเจ้าหน้าที่คือ
1. passport
2. ใบผ่านเข้าออกเมือง
3. และบัตรขึ้นเครื่อง
เจ้าหน้าที่จะฉีกใบออกจากเมืองเก็บไว้ และคืนpassport พร้อมใบเข้าเมือง(ที่เหลืออยู่ครึ่งหนึ่ง) กลับมาให้ (โดยปกติเจ้าหน้าที่ไทยจะเย็บติดไว้ในpassport เลยเพื่อกันหาย ห้ามทำหายเ เพราะเวลากลับมาคุณต้องใช้ใบนี้อีกครั้ง) เมื่อรับเอกสารคืนมาแล้ว ก็ให้เดินผ่านเข้าไปประตูที่อยู่ด้านหลังเจ้าหน้าที่เลย ข้างในก็จะเป็นบริเวณสำหรับผู้โดยสารขาออกทั้งหมด สำหรับรอที่จะขึ้นเครื่อง จะมีที่ให้คุณ shopping อย่างมากมาย หรือจะหาอะไรรับประทาน เข้าห้องน้ำห้องท่า แต่ก่อนอื่น ลองดูนาฬิกาอีกครั้ง ว่ากี่โมงแล้วมีเวลาเหลือเท่าไร พร้อมสังเกตป้ายแสดงเลขที่ประตูขึ้นเครื่องว่าชี้ไปทางไหนไกลหรือเปล่า ทั้งนี้ คุณสามารถตรวจเช็คหมายเลขประตูขึ้นเครื่องของเที่ยวบินคุณได้ จากจอแสดงเที่ยวบิน ซึ่งจะกระจายอยู่บริเวณห้องโถงผู้โดยสารขาออก อีกด้วย อย่างไรก็ตามคุณควรไปถึงหน้าประตูก่อนเครื่องขึ้นอย่างน้อย 15-20 นาที ถ้าคุณมีเวลาพอ ก็ทำธุระหรือ shopping ได้ตามสบาย ณ บริเวณนี้ร้านค้าจะเป็นร้านค้าปลอดภาษี ขณะที่ซื้อของ หรือทำธุระต่างๆ ก็ให้คอยฟังประกาศเรียกขึ้นเครื่องด้วย อย่า shop เพลิน
วัคซีนที่ควรพิจารณาก่อนเดินทางและท่องเที่ยว
1. วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A)
2. วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B)
3. วัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบ (JE)
4. วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies)
5. วัคซีนป้องกันโรคไทฟอยด์ (Typhoid)
6. วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza)
7. วัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่น (Meningococcal)
8. วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ (Polio)
การเลือกที่นั่งบนเครื่องบิน
ที่นั่งริมหน้าต่าง มีข้อดีคือท่านสามารถชมวิวทิวทัศน์ที่อยู่นอกหน้าต่างได้ แต่ในการเดินทางระยะไกล อาจไม่สะดวกหากต้องลุกออกจากที่นั่งเพื่อเข้าห้องน้ำหรือทำธุระอื่นๆ ซึ่งจะต้องลุกเดินผ่านที่นั่งด้านข้างเคียง ในกรณีที่เป็นคนแปลกหน้า อาจทำให้เกิดความรำคาญถ้าต้องเดินเข้า-ออก หลายครั้ง แต่หากเป็นคนรู้จักกันปัญหาคงน้อยลง ในกรณีที่คาดว่าจะต้องลุกออกจากที่นั่งบ่อยครั้ง ขอแนะนำให้เลือกที่นั่งด้านริมทางเดินจะสะดวกกว่า
สำหรับการเลือกที่นั่งตอนหน้าหรือหลังของเครื่อง จะขึ้นกับประเภทของที่นั่งที่ท่านทำการจองไว้ แต่หากเป็นประเภทเดียวกัน การเลือกที่นั่งช่วงที่ห่างจากห้องน้ำ จะมีความเป็นส่วนตัวมากกว่าเนื่องจากผู้โดยสารที่เดินผ่านไป-มา แต่หากท่านคาดว่าจะต้องเข้าห้องน้ำหลายครั้ง หรือ ไม่สะดวกในการเดินอาจเลือกช่วงที่ใกล้ห้องน้ำก็แล้วแต่
นอกจากนี้การเลือกที่นั่งตอนหน้าจะได้รับการบริการจากพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินก่อน เช่นการเสริฟอาหาร เนื่องจากขั้นตอนในการให้บริการ
ในปัจจุบันนี้สายการบินเกือบทุกสายการบินมักกำหนดให้เป็นเที่ยวบินปลอดบุหรี่ จึงไม่จำเป็นต้องเลือกที่นั่งเป็นพื้นที่สูบบุหรี่หรือไม่
การแจ้งนำของใช้ส่วนตัวไปต่างประเทศ
1. ถ้าต้องการนำของใช้ส่วนตัวออกไประหว่างการเดินทาง เช่น กล้องถ่ายวีดีโอ กล้องถ่ายรูป วิทยุ-เทป ฯลฯ และประสงค์จะนำกลับเข้ามาในประเทศจะต้องแจ้งแก่เจ้าหน้าที่ศุลกากร เพื่อสิทธิในการยกเว้นภาษีอากร
2. ของต้องห้ามในการนำออกนอกราชอาณาจักร ได้แก่ ยาเสพติดให้โทษ วัตถุระเบิด
3. ของต้องจำกัดในการนำออกนอกราชอาณาจักร หมายถึงสิ่งของบางชนิดที่มีกฎหมายควบคุมการส่งออกผู้ที่ประสงค์จะนำหรือส่งออกไปต้องได้รับอนุญาตเป็น หนังสือจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และนำมาเสนอต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรขณะนำออกด้วย เช่น พระพุทธรูป ศาสนวัตถุ โบราณวัตถุ สัตว์สงวนหรือสัตว์เลี้ยง เช่น นก ลิง แมว พันธุ์พืช เช่น ทุเรียน ลำไย อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน
เมื่อถึงเวลาแล้วก็เดินไปที่ประตูได้เลย ที่บริเวณประตูแต่ละหมายเลขจะมีเจ้าหน้าที่ตรวจบัตรขึ้นเครื่อง พร้อม passport และ x-ray กระเป๋าที่คุณถือขึ้นเครื่อง และตรวจเช็ควัตถุที่สงสัยว่าเป็นอาวุธ หรือที่ห้ามนำขึ้นเครื่อง เสร็จแล้วก็ผ่านไปนั่งรอในห้องรอขึ้นเครื่องได้เลย ตรงนี้คุณก็ต้องแสดงบัตรขึ้นเครื่อง (boarding pass) แก่เจ้าหน้าที่สายการบินอีกครั้ง และคุณได้ผ่านทุกขั้นตอนมาจนเสร็จสิ้นแล้ว เหลือเพียงแต่รอเจ้าหน้าที่ประกาศให้ขึ้นเครื่องเท่านั้น เมื่อเข้าไปในเครื่องก็จัดเก็บกระเป๋าให้เรียบร้อย หากคุณต้องเดินทางไกลมาก และมีของต้องใช้ เช่นยาที่จะต้องรับประทาน ก็ควรจะเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อหรือกางเกง จะได้ไม่ต้องลุกขึ้นรื้อกระเป๋าให้เป็นที่วุ่นวายผู้โดยสารท่านอื่นๆ นอกนั้นก็ควรปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของสายการบินที่คุณเลือกใช้บริการ ขอให้คุณมีความสุขกับการเดินทาง และ ท่องเที่ยว ตลอดการเดินทาง และ เดินทางโดยสวัสดิภาพ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น