วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2556

การเตรียมตัวก่อนเดินทางไปต่างประเทศ





การเตรียมตัวก่อนเดินทางไปต่างประเทศ สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรจะสอบถามแพทย์ประจำตัวของท่านว่า สามารถเดินทางไกลได้หรือไม่ ถ้าได้ ก็ต้องเตรียมยาประจำตัวที่ใช้ทุกวันไปให้พร้อม ซึ่งมีความสำคัญพอๆ กับพาสปอร์ตเลยทีเดียว เพราะหากเดินทางโดยไม่มียา และเกิดปัญหาขึ้นบนเครื่องบิน การแก้ไขปัญหาอาจทำไม่ได้หรือทำได้ก็อาจไม่ทันเวลา ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เช่น ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานอาจมีระดับของน้ำตาลในเลือดสูงมากเกินไป หรือผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง หากไม่ได้รับยา เพื่อควบคุมความดัน อาจทำให้เกิดอันตรายได้เช่นกัน

เสื้อผ้า



ศึกษาสภาพภูมิอากาศของเมืองที่กำลังจะเดินทางไปอยู่ และเตรียมเสื้อผ้าที่เหมาะสมไปให้พอใช้ในช่วงแรก   

เสื้อผ้าสำหรับอากาศหนาวจัดสามารถซื้อได้เพิ่มเติมเมื่อเดินทางไปถึงแล้วโดยทั่วไปเสื้อผ้าที่จะได้ใช้มากที่สุดควรจะเป็นกางเกงยีนส์ เพราะนอกจากจะสบายสมบุกสมบันแล้ว ยังไม่ค่อยต้องซัก และไม่ต้องรีดด้วย
สำหรับเสื้อผ้าที่ไม่ค่อยได้ใช้บ่อยนัก พิจารณาจัดเตรียมไปเฉพาะเพื่อใช้ในโอกาสพิเศษเท่านั้น


การประกันสุขภาพ

การประกันสุขภาพมีความจำเป็นสำหรับนักเรียนต่างชาติมาก เพราะหากเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา ค่ารักษาพยาบาลในสหรัฐอเมริกาแพงมาก ดังนั้น หากมีการประกันแล้วจะเป็นประโยชน์ และช่วยประหยัดเงินได้มากโดยปกติแล้ว สถานศึกษาทุกแห่งจะมีการแจ้งให้นักเรียนซื้อประกันสุขภาพได้ เมื่อเปิดภาคการศึกษานักเรียนควรจะปฏิบัติตามเป็นอย่างยิ่ง การประกันสุขภาพมีได้หลายชนิดซึ่งแต่ละชนิดการประกันครอบคลุมแตกต่างกัน และอัตราในการประกันแตกต่างกัน
ควรศึกษานโยบายการประกันให้เข้าใจก่อนว่ามีผลอย่างไรบ้าง และหากเกิดการเจ็บป่วยขึ้นมาจะได้ทราบว่า เราสามารถจะเรียกร้องจากบริษัทประกันได้หรือไม่เพียงใด

ยาสามัญทั่วไป


การเตรียมยาสามัญทั่วๆไป ที่เวลาเดินทางอาจเกิดปัญหาได้เช่น ยาแก้ปวด (พาราเซทามอล), ยาลดน้ำมูก, ยาแก้แพ้, ยาแก้ท้องอืด, ยาแก้ปวดท้อง, ยาลดกรด, ยาแก้ท้องเสีย, ยาแก้เมารถ, ยาแก้เวียนศีรษะ, ยานอนหลับ ทั้งนี้อาจต้องสอบถาม วิธีรับประทานจากแพทย์ประจำตัวของท่านด้วย

หากเวลาที่จุดหมายปลายทางแตกต่างจากเวลาของจุดเริ่มต้นมากจะทำให้การปรับเวลาทำได้ช้า ฮอร์โมนที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในหมู่นักเดินทาง คือ เมลาโตนิน ขนาดที่ขายกันในท้องตลาดในต่างประเทศมีหลากหลาย เช่น 300 ไมโครกรัม, 1 มิลลิกรัม, 3 มิลลิกรัม โดยทั่วๆไปแล้ววันแรกของการปรับเปลี่ยนเวลาจะใช้ขนาดที่สูงกว่าวันต่อๆมา ยกตัวอย่างในสองวันแรกอาจใช้ยาขนาด 1 มิลลิกรัม วันที่สามและสี่ อาจใช้ 600 ไมโครกรัม และในวันที่ห้าหกใช้ขนาด 300 ไมโครกรัม อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวและอายุ หากน้ำหนักมากกว่า 70 กิโลกรัมอาจต้องใช้ยามากขึ้น ในขณะที่หากอายุมากกว่า 60 ปี อาจต้องใช้ขนาดยาที่ลดลง อย่างไรก็ตามหากไม่มีเมลาโตนิน การใช้ยานอนหลับหรือยาแก้แพ้ก็สามารถจะช่วยในการปรับเวลาได้เช่นกัน

ข้อแนะนำเพื่อความปลอดภัยเมื่ออยู่บนเครื่องบิน

1. ปฎิบัติตามกฎระเบียบของสายการบินโดยเคร่งครัดฟังและชม คำแนะนำของแอร์โฮสเตท ทุกครั้ง แม้จะเป็นเรื่องที่รู้อยู่แล้ว สำหรับผู้ที่เดินทางเป็นประจำ แต่การรับฟังรับชม ซ้ำๆ จะช่วยให้ติดอยู่ในความทรงจำ แม้ในยามฉุกเฉินก็จะสามารถปฎิบัติได้โดยอัตโนมัติ 
2. สำรวจเข็มขัดนิรภัย โดยทดลองใส่เข้าและถอดออก เพื่อมั่นใจว่าเข็มขัดนิรภัยใช้ได้ เนื่องจากเข็มขัดนิรภัยที่อยู่บนเครื่องบิน จะมีความแตกต่างจาก เข็มขัดนิรภัยที่อยู่บนรถคือ เข็มขัดนิรภัยที่อยู่บนรถจะเป็นลักษณะกดเพื่อปลดล็อค แต่ เข็มขัดนิรภัยที่อยู่บนเครื่องบินจะเป็นลักษณะดึงตัวล็อคขึ้นมาเพื่อปลดล็อค  
 3. ไม่ควรเดินไปมา บนเครื่องโดยไม่จำเป็น ขณะที่เครื่องขึ้น-ลง ทุกคนจะถูกเตือนให้นั่งและรัดเข็มขัดนิรภัยอยู่แล้ว แต่ในช่วงที่เครื่องขึ้นในระดับเพดานบินที่ปลอดภัยแล้ว จะมีสัญญานแจ้งว่า สามารถปลดเข็มขัดนิรภัยได้ ซึ่งหากไม่มีความจำเป็นใด ก็ไม่ควรปลดเข็มขัดนิรภัยออก นอกจากนี้การเดินไปมาบนเครื่องควรทำเท่าที่จำเป็น เช่น เดินเข้าห้องน้ำ เท่านั้น เนื่องจากในบางครั้งการทรงตัวของเครื่องอาจเกิดความผิดปกติได้ เช่น การตกหลุมอากาศ อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุกับผู้โดยสารได้  
   4. สังเกตประตูทางออกฉุกเฉิน โดยปกติทางออกฉุกเฉินจะมีอยู่ทั้งด้านหน้า กลาง ด้านหลัง และ ด้านซ้ายหรือด้านขวาของเครื่องบิน ในขณะอยู่บนเครื่องควรสังเกตและจดจำไว้ ในกรณีที่จำเป็นจะได้ออกทางประตูฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว
ควบคุมอารมณ์และมีสติอยู่เสมอ เรื่องที่สำคัญในทุกสถานการณ์คือ การมีสติ จะช่วยให้สามารถแก้ไขเหตุการณ์เลวร้ายได้ในทุกกรณีเป็นอย่างดี


สิ่งที่ควรระวังในการเดินทางไปประเทศต่างๆ บางประการ
1. ประเทศเนปาล เกิดปัญหาทางการเมืองที่รุนแรง มีการปฏิวัติการปกครอง หลายครั้ง ทำให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงถึงขั้นนองเลือด ระหว่างประชาชน ผู้ปกครองประเทศ จึงควรหลีกเลี่ยงการเดินทางไปในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์ โดยเฉพาะในเมืองหลวงของประเทศ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ หน่วยงานของผู้ปกครองประเทศ
2. ประเทศเขมร เป็นประเทศยากจนประเทศหนึ่ง จึงมีขอทานเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นเด็กเล็ก การให้เงินหรือสิ่งของกับขอทานเป็นเรื่องที่ท่านต้องพิจารณาเป็นพิเศษ เนื่องจากเมื่อท่านให้เงินเด็กขอทานไปหนึ่งคน จะมีเด็กขอทานอีกเป็นจำนวนมาก ตรงมายังท่าน รุมล้อมหน้าล้อมหลังเพื่อขอเงินจากท่านอีกเป็นเวลานาน หรือจนกระทั่งท่านออกจากสถานที่แห่งนั้น เนื่องจากสงครามที่เกิดขึ้นในประเทศ ทำให้ในบางพื้นที่ เช่น พื้นที่นารกร้าง พื้นที่ป่า บางแห่ง ยังคงมี ระเบิด หรือ กับระเบิดหลงเหลืออยู่ ยกเว้นในสถานที่ท่องเที่ยวหลักๆ ของประเทศ เช่น ปราสาทนครวัด นครธม หรือ สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ดังนั้นท่านไม่ควรเดินออกนอกเส้นทางหากไม่จำเป็น
3. ประเทศเกาหลีใต้ แม้ว่าประเทศเกาหลีใต้ จะมีนโยบายส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว แต่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของประเทศ ยังคงเคร่งครัดต่อนักท่องเที่ยวบางประเทศมาก รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวไทยด้วย เนื่องจากเขากลัวว่าผู้ที่เข้าประเทศบางส่วนจะหลบหนีเข้าไปทำงานอย่างไม่ถูกขั้นตอน ดังนั้นในการเดินทางเข้าประเทศเกาหลีใต้แม้ว่าจะตั้งใจไปเที่ยวจริง ก็ต้องสมควรระมัดระวังในหลายเรื่อง เช่น การแต่งกาย และลักษณะท่าทางการแสดงออก
4. ประเทศจีน สถานที่เที่ยวในประเทศจีน ส่วนใหญ่จะมีพื้นที่กว้าง และ อยู่ห่างกันมาก หรือต้องขึ้นบันไดสูง ดังนั้น ผู้ที่จะท่องเที่ยวควรมีสุขภาพที่แข็งแรง มีร่างกายพร้อมที่จะเดินเป็นระยะทางไกลๆ ได้สะดวก



Let's go to travel !



's go to travel

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น