วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2556

ประเทศญี่ปุ่น

ประเทศญี่ปุ่น


ชินจูกุ (Shinjuku)

       
       สถานีรถไฟชินจูกุ เป็นสถานีที่พลุกพล่านที่สุดในโลก ซึ่งสถานีชินจูกุสภาพความเป็นจริงนั้นสับสนอลหม่านด้วยผู้คนเฉียดวันละ 3,000,000 คนยืนเบียดเสียดกัน และเป็นสถานที่ซึ่งทดสอบความทรหดของนักเดินทางได้อย่างดี ชินจูกุเป็นสถานีรถไฟสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งบนเกาะญี่ปุ่น เป็นจุดเปลี่ยนต่อรถไฟทั้งสายในโตเกียวและวิ่งสู่ภูมิภาคต่างๆ รวมทั้งรถไฟใต้ดินด้วย บริเวณ สถานีมีร้านขายสินค้าร้านอาหารเนืองแน่นดังเช่นสถานีใหญ่ในเมืองส่วนมากของ ญี่ปุ่น ทั้งร้านค้าที่ตั้งอยู่บนดินและใต้ดิน เรียงรายซิกแซกวกวน ทั้งยังมีวกวน ทั้งยังมีห้างสรรพสินค้าใหญ่ 4 ถ้าเดินชมห้างสรรพสินค้าทั้ง 4 แห่งแล้วยังไม่จุใจ โปรดตรงไปยังประตูสถานีด้านตะวันออกสู่ชินจูกุโดริ ที่นั่นจะมีห้างสรรพสินค้าตลอดจนร้านค้าที่มีเวลาเปิดตามปกติจำนวนมากกว่า อีกทั้งคับ คั่งด้วยผู้คน ด้านตะวันออกของสถานีชินจูกุเป็นย่านที่เหมาะสำหรับการเดินเที่ยวเตร็ดเตร่ ได้อย่างจุใจเป็นเวลานานๆ ทว่าหลายคนที่ต้องการยิ่งกว่าการเดินเล่นเรื่อยเปื่อยก็จะเดินไปแถวย่านคาบู กิโจ



ชินจูกุตะวันตก
ถ้าต้องการชมภูมิทัศน์ที่ดูโออ่าสง่างามกว่านี้ ก็เดินมาตามยาซุคุนิดดริซึ่งอยู่ใต้ทางรถไฟ เพื่อไปยังด้านตะวันตกของชินจูกุ เดินเรื่อยมาจนถึงตึกแฝดสูงเสียดฟ้าอันเป็นที่ตั้งของ ที่ทำการรัฐบาลกรุงโตเกียว ซึ่งมีการออกแบบและก่อสร้างในช่วงเศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มเข้าสู่ภาวะฟองสบู่ เมื่อช่วงทศวรรษ 1980 รูปลักษณ์ของมันราวกับจะประกาศว่าปัจจุบันโตเกียวคือมหานครอันยิ่งใหญ่ที่ สุดแห่งหนึ่งในโลก




ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ (Fushii Inari Taisha Shirine)  เสาโทริอินับหมื่นต้น  :  เมืองเกียวโต

         



               ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ (Fushii Inari Taisha Shirine)  หรือ ศาลเจ้าพ่อจิ้งจอกขาว  สร้างขึ้นเพื่อบูชาสุนัขจิ้งจอก ที่เชื่อกันว่าเป็นทูตของเทพเจ้าของการเก็บเกี่ยว   พื้นที่บริเวณนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยน้ำ ปลูกข้าวจึงได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ  จึงเป็นแหล่งของการผลิตเหล้าสาเกคุณภาพดีด้วยเช่นกัน

             ศาลเจ้าแห่งนี้มีสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของญี่ปุ่นปรากฎอยู่ แทบทุกคนต้องเคยเห็นภาพอุโมงค์ทางเดินที่เกิดจากการเรียงโทริอิสึแดงจ้ากว่าหนึ่งหมื่นซุ้ม ทอดสู่ฟูชิมิอินาริไทชะ หรือศาลเจ้าพ่อสุนัขจิ้งจอก ชาวนาเชื่อกันว่าเป็นผู้เดินสารของเทพแห่งการเก็บเกี่ยว ใช้เวลาเดินราว 2 ชั่วโมงหรือเป็นระยะทาง 4 กิโลเมตร ก็จะพบศาลแห่งนี้                         
การเดินชมเสาโทริอินนี้ ต้องใช้เวลาในการเดินหลายชั่วโมงกว่าจะเดินได้ครบ






  
            วัดเซ็นโซจิ หรืออาซากุสะคันนง (Asakusa Kannon) ที่เรียกกันว่าวัดอาซากุสะ เพราะที่ตั้งอยู่ในย่านอาซากุสะ  ซึ่งวัดนี้เป็นวัดเก่าและน่าจะเป็นวัดพุทธที่เก่าแก่ที่สุดในภูมิภาคคันโตและมีนักท่องเที่ยวนิยมมา เยือนกันแน่นขนัดทุกปี และซื้อของที่ระลึกซึ่งมีร้านรวงตั้งเป็นแถวยาวให้เลือกจับจ่าย จึงทำให้วัดแห่งนี้รุ่งเรืองและคึกคักด้วยผู้คน วัดนี้มีตำนานของวัดแห่งนี้เล่าต่อๆกันมาว่าได้มีชายหาปลาสองคนพี่น้องมาทอดแหในแม่น้ำสุมิดะ  แต่กลับได้รูปปั้นพระโพธิสัตว์ หรือ เทวรูปคันนง (Kannon)แทน ด้วยความศรัทธาของ 2 พี่น้องและชาวบ้านของหมู่บ้านละแวกนั้น จึงได้อัญเชิญเทวรูปคันนงประดิษฐาน ณ วัดแห่งนี้  โดยหัวหน้าหมู่บ้านจึงสร้างวัดขึ้นใน ค.ศ. 628 เพื่อประดิษฐานรูปปั้นนั้น และตำนานยังมีต่ออีกว่าในช่วงเวลาใกล้เคียงกันกับที่พบรูปปั้นได้ปรากฎมังกร ทองตัวหนึ่งเลื้อยลงมาจากสวรรค์ บรรดาโชกุนและซามูไรต่างก็นิยมมาสักการะที่วัดนี้ ทางทิศตะวันออกของวัดคือ แม่น้ำซูมิดะงาวะ(Sumida-gawa) ไหลลงอ่าวโตเกียวและใกล้ๆกันจะมีสวนสาธารณะซูมิดะโคเอ็น(Sumida Koen) ซึ่งเปิดโล่งสู่แม่น้ำด้วยบรรยากาศสวยงามน่าเดินเล่น โดยเฉพาะช่วงดอกซากุระบานสะพรั่ง ริมแม่น้ำแห่งนี้ยิ่งสวยงามเหนือคำบรรยาย





          วัดอาซากุสะ คือศูนย์กลางแห่งสรรพสิ่งอันสุนทรีย์ในโตเกียว บ่อเกิดวัฒนธรรมการละคร, วรรณคดี, การทำอาหาร และความสุขทางเพศ วัฒนธรรมและสังคมในย่านนี้เบ่งบานด้วยน้ำมือของพวกที่ย้ายถิ่นฐาน แรกสุดเป็นหญิงคณิกาในถิ่นโยชิวาระ ความเจริญของอาซากุสะซึ่งตั้งอยู่นอกประตูเมืองเอโดะด้านตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ตลอดลำน้ำซูมิดะงาวะกลายเป็นท่าเรือค้าขายเปี่ยมชีวิตชีวา ฉางข้าวสำคัญของโชกุนเองก็ตั้งอยู่ที่นี่ สิ่งที่อยู่คู่กันมากับย่านอาซากุสะคือวัดเซ็นโซจิ หรืออาซากุสะคันนง ซึ่งน่าจะเป็นวัดพุทธเก่าแก่ที่สุดในภูมิภาคคันโตแลมีผู้คนทั่วสารทิศหลั่ง ไหลมากราบไหว้ พร้อมกับซื้อของในละแวกนี้ จนสร้างความรุ่งเรืองให้กับย่านอาซากุสะ

ภูเขาไฟฟูจิ หรือ ฟูจิ ฮาโกเนะ
ภูเขาไฟฟูจิ

          
       ภูเขาไฟฟูจิ ได้รับการยกย่องว่าเป็นภูเขาที่สวยขนาดไม่มีภูเขาลูกใดมาเทียบเคียงได้ และทะเลสาบอาชิ ในฮาโกเนะก็เป็นทะเลสาบที่คนนิยมมาบันทึกภาพเก็บไว้บ่อยครั้งที่สุด พื้นที่ส่วนใหญ่ของฟูจิและฮาโกเนะถูกกำหนดให้เป็น อุทยานแห่งชาติ ภูเขาไฟฟูจิ โผล่พ้นผิวมหาสมุทรเป็นรูปกรวยคว่ำได้ส่วนงามสง่า ภูเขาไฟฟูจิเป็นดินแดนต้องห้ามของผู้หญิงมาเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว ตราบจนกระทั่งถึงปี 1867 ความเชื่อดังกล่าวเริ่มถูกลบล้าง เมื่อหญิงชาวอังกฤษคนหนึ่งอาจหาญปีนขึ้นภูเขาลูกนี้ และทุกวันนี้นักปีนเขาราวครึ่งหนึ่งจาก 400,000 คนที่มาปีนภูเขาฟูจิในแต่ละปีเป็นผู้หญิง

ปราสาทโอซาก้า (Osakajo) : เมืองโอซาก้า

ปราสาทโอซาก้าเป็นสัญญลักษณ์อย่างหนึ่งของเมืองโอซา ก้า สร้างขึ้นเป็นครั้งแรกบนบริเวณที่เคยเป็นวัด Osaka Hongan-ji เมื่อปีค.ศ.1583 โดย โชกุนโทยะโตมิ ฮิเดโยชิ (Toyotomi Hideyoshi) (ค.ศ.1537-1598) นักรบระดับไดเมียวผู้พยายามรวบรวม ประเทศเป็นครั้งแรก หอคอยประสาทหรือส่วนที่เรียกว่า Tenshukaku แล้วเสร็จลงสองปีต่อมา แต่หลังจากสงคราม Osaka Natsu No-jin ในปีค.ศ.1615 ตระกูล Toyotomi ถูกฆ่าล้างโคตร Tenshukaku ก็ถูกทำลายลงย่อยยับ ต่อมาได้รับการบูรณะใหม่ในสมัย Tokugawa แต่น่าเสียดายที่ในปีค.ศ.1665 ได้ถูกฟ้าฝ่าเสียหายย่อยยับอีกครั้งหนึ่ง ทำให้ปราสาทโอซาก้าไม่มี Tenshukaku มานานปี จนกระทั่งในปี 1931 นายกเทศมนตรีเมืองโอซาก้า นาย Seki ได้ขอรับเงินบริจาคจากชาวเมืองจำนวนหนึ่งล้านห้าแสนเยน (เท่ากับราว 75,000 ล้านเยนในปัจจุบันนี้) มาบูรณะปราสาทใหม่
ปราสาทโอซาก้าปัจจุบันสูง 55 เมตร มี 5 ส่วน 8 ชั้น เครื่องประดับหลังคาและภาพเสือบนกำแพงตัวปราสาทและหลายๆส่วนลงทองสีอร่ามสวยงาม (ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกสำคัญของประเทศ) บนหอคอยชั้น 8 ของ Tenshukaku ท่านสามารถมองเห็นทิวทัศน์โดยรวมของ เมืองโอซาก้าได้อย่างชัดเจน ในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวจากทั้งในและนอกประเทศมาเยือนปีละราว 1-3 ล้านคน
 
นอกจากตัว Tenshukaku อันงดงามแล้ว ภายในตัวปราสาท ยังมีนิทรรศการแสดงหลักฐาน ภาพเขียน เครื่องแต่งกายโบราณ ฯลฯที่เกี่ยวข้องกับประสาทและตระกูล Toyotomi อยู่ ส่วนบริเวณรอบๆปราสาทก็เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่มีดอกไม้ใบไม้งามสะพรั่งในทุกๆฤดู เป็น ที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเมืองด้วย

คิโยมิซุเดระ (Kiyomizu Temple) 
   วัดซึ่งมีวิหารใหญ่ ตั้งอยู่บนไหล่เขา รองรับด้วยเสาไม้มหึมา โดยระเบียง อันเป็นเวทีร่ายรับนั้นยื่นชะโงกเงื้อมเหนือหุบเหว คนญี่ปุ่นจะเปรียบเทียบผู้ที่ต้องเสี่ยงครั้งสำคัญในชีวิตว่าเหมือนกับการ กระโดดลงมาจากระเบียงแห่งนี้วัดนี้มีอายุเก่าแก่กว่านครเกียวโต โดยสร้างในปี ค.ศ. 788 ถวายแด่พระโพธิสัตว์กวนอิม 11 พักตร์ประตูทางเข้าวัดด้านหน้ามีทวารบาล ประจำสองข้าง สูง 3.6 เมตร เบื้องขวาอ้าปากเบื้องซ้ายปิดปาก ซึ่งหมายถึงคำว่าโอมในภาษาสันสกฤต ด้านหลังวิหารใหญ่และเวทีร่ายรำนั้นคือศาลเจ้าจิชู ซึ่งเป็นศาลที่รู้จักกันดีที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น เนื่องจากเป็นที่ประทับของเทพแห่งความรักและความราบรื่นในชีวิตสมรส ที่ศาลเจ้าจิชูมีหินตาบอด ซึ่งห้ามเดินข้ามแต่ถ้าหากสาวๆ จะเดินผ่านก้อนหินที่ขนาบสองข้างนั้นต้องหลับตา เชื่อกันว่าถ้าสามารถเดินท่องชื่อคนรักในใจไปได้ไกลถึง 20 เมตรแล้ว ความรักและชีวิตคู่ก็จะไปได้ตลอดรอดฝั่ง



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น